โครงการ Learning Forum เรื่อง "Sufficiency Economy and
the New Agricultural Theory in Myanmar"
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550 มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศร่วมกับสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำนครย่างกุ้ง สหภาพเมียนม่าร์ และ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนม่าร์จัดโครงการโครงการ Learning Forum เรื่อง "Sufficiency Economy and the New Agricultural Theory in Myanmar" ณ โรงแรมกันดาจี พาเลซ นครย่างกุ้ง สหภาพเมียนม่าร์
โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการต่างๆได้แก่

- Learning Forum on "Sufficiency Economy and New Agricultural Theory in Cambodia" ระหว่างวันที่ 28-29 ตุลาคม 2545
- โครงการต่อเนื่องจาก Learning Forum on "Sufficiency Economy and New Agricultural Theory in Cambodia" ระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคม 2546
- โครงการต่อเนื่องครั้งที่ 2 Learning Forum on "Leadership Development in Sufficiency Economy for Agriculture Value-Added" ณ เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 19-21 พฤษภาคม 2547
- Learning Forum on "Tourism, Globalization and Sufficiency Economy in Myanmar"ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2547
- Follow-up Program on " Sufficiency Economy and New Agricultural Theory IV"ระหว่างวันที่ 11-17 มกราคม 2548
- Learning Forum on "Sufficiency Economy and the New Agricultural Theory in Kunming, China" ระหว่างวันที่ 14-15 มีนาคม 2549
- Learning Forum on "Sufficiency Economy and the New Agricultural Theory in Ho Chi Minh City, Vietnam" วันที่ 29 กันยายน 2549
งานนี้ได้รับเกียรติจากศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่าง
ประเทศเป็นประธานพิธีเปิด งานนี้ มีผู้เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 30 คนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องของสหภาพเมียนม่าร์ได้แก่ กรมชลประทาน กรมที่ดิน กรมบริการการเกษตร กรมพืชอุตสาหกรรม กรมวางแผนการเกษตร กระทรวงเกษตรและชลประทาน กรมวางแผน กรมส่งเสริมการลงทุน กรมสถิติ และกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจ และภาคเอกชน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาแสดงความเห็นเกี่ยวกับความคาดหวังที่มีต่อโครงการ ก็พบว่า ผู้เข้าร่วมสัมมนาคาดหวังที่จะได้เรียนรู้เรื่องโลกาภิวัตน์ เศรษฐกิจพอเพียง contract farming เศรษฐกิจไทย ข้อมูลการตลาด การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ต่อจากนั้นศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้แสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง "Globalization, Sufficiency, HRD in Agricultural Sector; Learning for Myanmar" โดยมีสาระสำคัญว่า
โลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เมียนม่าร์ควรจับตามองความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วซึ่งมีหลายรูปแบบได้แก่
-การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน
-การเปิดเสรีทางการเงิน
-การปฏิวัติทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
-ไข้หวัดนกและซาร์ส
-การก่อการร้ายข้าม
เมียนม่าร์ควรฉกฉวยประโยชน์จากโลกาภิวัตน์โดยใช้ตลาดที่เปิดกว้างมากขึ้นเพื่อส่งออกมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการเรียนรู้ เสณาฐกิจพอเพียงจะช่วยเตือนเมียนม่าร์ไม่ให้ลงทุนและขยายตัวเกินกำลังมากเกินไป ทำให้คิดถึงเหตุและผล รู้จักบริหารความเสี่ยง โดยต้องมีความรู้และคุณธรรมประกอบด้วย เศรษบกิจพอเพียงจะช่วยให้เมียนม่าร์พบกับความสุขและนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบมั่นคงและยั่งยืน
นอกจากนี้ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้แนะนำแนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แก่เมียนม่าร์ ได้แก่
- ทฤษฎี 4L's ช่วยส่งเสริมให้เรียนรู้ตลอดเวลาเพื่อเป้ฯประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตร
- ทฤษฎี 8K's ช่วยส่งเสริมให้ทุนมนุษย์ของเมียนม่าร์มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นและเกษตรกรและเกษตรกรคิดเป็น วิเคราะห์เป็น
- ทฤษฎี 3 วงกลม ช่วยส่งเสริมให้เมียนม่าร์พัฒนาทักษะการบริหารภาวะผู้นำ ความเป็นผู้ประกอบการและการมองภาพกว้าง
ในภาคบ่าย เป็นการบรรยายเรื่อง "Role of Agriculture, the New Theory and Economic Development: An Application to Myanmar"โดยดร.ธันวา จิตต์สงวนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีสาระสำคัญคือ
การพัฒนาที่ยั่งยืนคือแนวทางการพัฒนาเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่คนรุ่นปัจจุบันโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชนรุ่นหลังโดยต้องยึดความเป็นไปได้ทางเทคนิค เศรษฐกิจ ความเหมาะสมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม
ดร.ธันวา จิตต์สงวนได้แนะนำให้เมียนม่าร์พัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนโดย
-ผสมผสานเทคโนโลยีใหม่กับภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิม
-สร้างความมั่นคงด้านอาหารแก่เกษตรกรแต่ละครัวเรือน
-รักษาคุณภาพทรัพยากรในฟาร์มและสิ่งแวดล้อม
-ได้กำไรพอสมควรจากการทำฟาร์ม
-มีโอกาสเรียนรู้เพื่อให้พึ่งตนเองได้
เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นระบบเกษตรกรรมทางเลือก ใช้ได้ทุกที่โดยเฉพาะพื้นที่ยากจน ขาดแคลนน้ำ มันไม่ใช่แค่การลงทุน แต่ยังรวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมายในความพอเพียงโดยมีความยืดหยุ่น ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงมุ่งเน้นความเจริญ ความมั่นคงและยั่งยืน
ต่อมาเป็นการบรรยายเรื่อง Contract Farming and Productivity โดยรศ.ดร.อารี วิบูลย์พงศ์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งท่านได้แนะนำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาชาวพม่ารู้จัก Contract Farming ว่าเป็นการทำสัญญากันระหว่างเกษตรกรกับบริษัทเพื่อผลิตผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้เงื่อนไขและราคาที่กำหนด
ข้อดีของ Contract Farming คือ ทำให้มีความมั่นคงด้านรายได้ และมีรายได้มากกว่าการไม่ทำ มีความมั่นคงด้านตลาด ได้รับการสนับสนุนด้านปัจจัยการผลิต ได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงินง่ายขึ้น ได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้รับการอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีเครือข่ายข้อมูล และได้รับการพัฒนาคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อเสียคือ ขาดอิสรภาพในการบริหารฟาร์มและตัดสินใจ ขาดอิสระในการซื้อปัจจัยการผลิต ขาดอำนาจต่อรองทำให้ขายได้ในราคาต่ำ การขนส่งล่าช้าจากฟาร์มทำลายคุณภาพสินค้า
Contract Farming ถือเป็นตัวอย่างการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง เช่น
-การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ในราคาพอประมาณ
-การใช้ทรัพยากรทุกชนิดอย่างมีคุณภาพ
-การใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ ใช้เครื่องจักรในคราวที่จำเป็น
-การผลิตให้เหมาะสมกับความสามารถในการบริหารจัดการ
-การไม่เน้นกำไรระยะสั้น
-การบริหารโดยความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เอาเปรียบลูกค้า และผู้จัดหาปัจจัยการผลิต
-การลดความเสี่ยง
-การไม่มีหนี้เกินความจำเป็น
-การผลิตให้ตรงตามความต้องการในท้องถิ่นก่อนส่งออก
ในตอนท้าย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์เป็นประธานพิธีปิดและได้เน้นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับสหภาพเมียนม่าร์ด้านการพัฒนาการเกษตร การแลกเปลี่ยนกระจายความรู้ระหว่างผู้เข้าร่วมสัมมนา เกษตรกร และข้าราชการ โครงการนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการทูตภาคประชาชนระหว่างประเทศไทยกับสหภาพเมียนม่าร์อันนำไปสู่ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของความสัมพันธ์ในระดับประเทศ
|